การกำหนดตำแหน่งสาขาอาชีพ ตำแหน่งงานหรือลักษณะงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะฯ

การกำหนดตำแหน่งสาขาอาชีพ ตำแหน่งงานหรือลักษณะงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ
หรือต้องใช้ความรู้ความสามารถเมื่อวันพุธที่ 28 มกราคม 2558


เวลา 9:00 น. ชั้น 10 ห้องประชุมอัมพร จุณณานนท์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดให้มีการประชุมคณะทำงานเพื่อกำหนด  
ตำแหน่งสาขาอาชีพ ตำแหน่งงานหรือลักษณะงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ หรือต้อง ใช้ความรู้ความสามารถสาขา
อาชีพช่างอุตสาหการ ช่างเครื่องกล  ช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์ โดยได้เชิญผู้แทนจากสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ
เข้าร่วมเป็นคณะทำงาน ซึ่งในส่วนของสมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งประเทศไทยได้ส่ง ดร. เชิดพันธ์ วิทูราภรณ์   เป็น
ตัวแทนเข้าร่วมประชุม สาระสำคัญของการประชุมคือการแจ้งให้ทราบถึง พรบ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2557 ที่เพิ่งผ่านการรับรองในวาระที่ 3 จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติและจะมีผลบังคับใช้ใน  วันที่ 26 มีนาคม 2558
โดยใน พรบ ฉบับนี้มอบอำนาจให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดให้สาขาอาชีพใดที่จะเป็นสาขาที่ต้องควบคุมและผู้ปฎิบัติ
งานในสาขาอาชีพนั้นจะต้องผ่านการประเมินจากศูนย์ประเมินความรู้และความสามารถ เพื่อให้ได้ใบรับรองรวมทั้งบังคับ
ให้มีสมุดประจำตัวเพื่อบันทึกประวัติการทำงาน จึงจะสามารถทำงานในสาขาอาชีพนั้นได้  โดยหน้าที่ของคณะทำงานคือ
พิจารณาว่าในสาขาอาชีพต่างๆ นั้นสาขาอาชีพใดที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกประกาศกำหนดให้เป็นสาขาอาชีพ
ที่ต้องควบคุม ในเบื้องต้นมีการนำเสนอ 3 สาขาอาชีพ คือ สาขาอาชีพช่างเชื่อม ช่างไฟฟ้าและช่างประกอบโครงสร้างเหล็ก
โดยจะมีการคุยรายละเอียดถึงขอบข่ายหรือขนาดของงานในสาขาอาชีพทั้ง 3 ดังกล่าวที่จะอยู่ในข่ายที่ต้องควบคุมอีกครั้ง

ทั้งนี้ในส่วนของช่างเครื่องปรับอากาศในปัจจุบันถูกจัดอยู่ในสาขาอาชีพไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และมีผู้ผ่าน
การทดสอบในระดับ 1 จำนวน  6,232 คน และระดับ 2 จำนวน 113 คน (ข้อมูลในระหว่างปี 2552-2557)  แต่จะยังไม่ถูก
กำหนดให้เป็นสาขาอาชีพที่ต้องถูกควบคุมในช่วงแรก ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะมีการออกประกาศกำหนดสาขาอาชีพ
ที่ต้องควบคุมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามโอกาส ความเหมาะสมรวมถึงความพร้อมของศูนย์ประเมินความรู้และความสามารถบุคคลา
กรหรือครูฝีกในศูนย์ตลอดจนความพร้อมของภาครัฐและเอกชนในการส่งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของตนเองที่อยู่ในข่ายที่
ต้องมีใบรับรองในการทำงานเพื่อเข้าสู่ขบวนการประเมินต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงานอาจจะมีการออกบทเฉพาะกาลเพื่อยืดระยะเวลาการปฏิบัติตาม พรบ ออกไปอีก
ระยะหนึ่งตามข้อคิดเห็นของคณะทำงานเนื่องจากยังขาดรายละเอียด   ในเรื่องของศูนย์ประเมินความรู้และความสามารถ
ตลอดจนบุคคลากรรวมถึงแนวทางที่จะให้ภาคเอกชนมาขึ้นทะเบียนเป็นศูนย์ประเมินความรู้และความสามารถ